ฟุตบอลต่างประเทศ

เฟอร์กี้ ไทม์ จิตวิญญาณแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

“ทุกคนรู้ว่ายูไนเต็ดเก่งเรื่องการยิงประตูช่วงท้ายเกม พอเห็นผมชี้ที่นาฬิกา พวกนั้นจะรู้เลยว่าต้องเตรียมรับมือกับเราในช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนไม่มีวันสิ้นสุด” นี่คือคำกล่าวของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ตำนานกุนซือและผู้ให้เกิดเนิดช่วงเวลา เฟอร์กี้ ไทม์ ซึ่งในเวลาต่อมา เปรียบเสมือนจิตวิญญาณแห่งแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

                ภายหลังจากศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาล 2018/2019 รอบ 16 ทีมสุดท้าย ในเกมพบกันระหว่างเจ้าบ้านจากฝรั่งเศสอย่าง ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เปิดบ้านพบกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยในเกมแรกที่ทางปารีสไปเยือน สามารถคว้าผลชัยชนะนำไปก่อน 2-0 และในที่สุดสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นในเกมที่สอง เมื่อแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด ได้สร้างปาฏิหาริย์ที่ไม่เคยมีใครทำได้มาก่อน กลับมาชนะ 2-1 คาถิ่นของปารีส โดยเป็นทีมแรกในประวัติศาสตร์ที่โดนนำในบ้าน 2-0 และสามารถกลับมาผ่านเข้ารอบได้

                หลังจากเกมอันดุเดือด สื่อต่าง ๆ รวมถึงแฟนบอล ได้เริ่มมีการพูดถึงช่วงเวลาที่คุ้นเคยที่มักจะเป็นภาพติดตาเวลาได้เห็นแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ลงสู้ศึกภายใต้การนำทัพของ เซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน อย่าง เฟอร์กี้ ไทม์ กันอีกครั้ง

                เฟอร์กี้ ไทม์ คือคำที่ใช้เรียกช่วงเวลาที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มักจะทำผลงานพลิกกลับมาคว้าผลการแข่งขันที่ต้องการได้ หรือทำผลงานได้โดดเด่นในช่วงเวลาท้ายเกม โดยภาพที่เรามักจะเห็นกันคุ้นตา คือภาพที่อดีตกุนซืออย่าง เซอร์อเล็กซ์ มักจะลุกขึ้นมาสั่งการนักเตะ พร้อมทั้งเคาะนาฬิกาข้อมือ เหมือนเป็นการบ่งบอกว่า ช่วงเวลาของเราได้มาถึงแล้ว

โดยที่ถูกพูดถึงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นช่วงฤดูกาลสำคัญในปี 1999

เริ่มต้นจากในเกมชิงชนะเลิศฟุตบอลถ้วยภายในประเทศอย่างเอฟเอ คัพ คู่ระหว่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ปะทะ
อาร์เซน่อล ภายหลังจากการทำประตูขึ้นนำไปก่อนจากเดวิด เบ็คแฮม และการตีเสมอโดยลูกยิงไกลของเดนนิส เบิร์กแคมป์ ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษออกไป และในช่วงเวลานี้เองก็ได้เกิดปาฏิหาริย์ขึ้น เมื่อไรอัน กิ๊กส์เลี้ยงขึ้นไปตั้งแต่กลางสนาม ทะลุแนวรับของอาร์เซน่อลจนไปยิงประตูชัย ส่งผลให้ทีมก้าวขึ้นไปคว้าแชมป์เอฟเอ คัพได้ในที่สุด

                ในเวลาต่อมาเพียงแค่ไม่กี่วัน ก็ถึงเกมการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นเกมพบกับสโมสรบาเยิร์น มิวนิค หลังจากตลอดเกม 90 นาทีที่ทางบาเยิร์น มิวนิคได้ประตูขึ้นนำไป 2-0 และทำท่าว่าจะได้ชูถ้วยแชมป์ในบั้นปลายการแข่งขัน ในเวลานั้นเองปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อเข้าสู่ช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ทางทัพปีศาจแดงได้ประตูตีไข่แตกจากเท็ดดี้ เชอริ่งแฮม และต่อมาเพียงไม่กี่นาทีโอเล่ กุนนาร์ โซลชา ได้ซัดประตูชัยเข้าไป เป็นผลทำให้ทางทัพของปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คว้าแชมป์ไปครองได้ในที่สุด

                ภายหลังจากการวางมือเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับสื่อภายหลังว่า “ตอนพักครึ่ง ผมมักจะชอบบอกกับเหล่านักเตะเสมอว่าให้ใจเย็น ๆ อย่าตื่นตระตนกไป ลงไปแล้วให้อยู่ในเกมส์ให้ได้นานที่สุด แล้ว 15 นาทีสุดท้าย เราค่อยจัดเต็ม”

                จากคำกล่าวของอดีตกุนซือผู้สร้างตำนานความยิ่งใหญ่ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะเห็นได้ว่าเหตุใดยูไนเต็ดถึงเป็นทีมที่มักจะทำผลงานได้ดีและยิ่งประตูในช่วงท้ายเกมได้เสมอ เพราะนอกจากจะแก้ไขปัญหาที่นักเตะส่วนใหญ่มักจะท้อแท้ หรือหมดหวังในช่วงท้ายเกม ยังเป็นการปลูกฝังนักเตะให้เกิดความมั่นใจและเพิ่มกำลังใจ จนได้ถือกำเนิดเป็นจิตวิญญาณของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อย่างที่เรารู้จักกันว่า เฟอร์กี้ ไทม์